ตามคำบอกเล่าจากรุ่นยายสู่รุ่นแม่
จนกระทั่งมาถึงผู้เขียนที่อยู่ในเหตุการณ์มาโดยตลอด
หากเรื่องราวของผู้เป็นยายแท้ๆของเรา จะอยู่ในความทรงจำก็เป็นเพียงภาพที่เลือนลางเท่านั้นเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นในวัยเด็ก ที่แม้จะผ่านมานานหลายปีก็ยังอยู่ในความทรงจำที่ดีงามเสมอมา
เริ่มจากครอบครัวเรามาวัดพระธรรมกายครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2525 ซึ่งในสมัยนั้นก็ยังมีสิ่งก่อสร้างไม่มาก ในบริเวณวัดยังดูร่มรื่นและเงียบสงบ เมื่อพ่อแม่และลูกๆได้มาวัดเป็นประจำทุกอาทิตย์ ทำให้ครอบครัวเรามีความเลื่อมใส ศรัทธา ครูบาอาจารย์ และเข้าใจมโนปณิธานของท่านมากยิ่งขึ้นๆ และสิ่งที่ครอบครัวเราพบเจอมาโดยตลอด เราพูดกันเสมอว่าเป็นเพราะอานุภาพของบุญ และอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง
ยายที่ให้กำเนิดแม่ เป็นบุคคลอันเป็นที่รักของลูกหลาน มีโรคประจำตัวซึ่งในตอนนั้นพวกเราก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน ไปโรงพยาบาลรักษามาหลายที่ได้รับยามากินก็ไม่หาย คือ ท่านมีอาการได้ยินเสียงเครื่องบินมาทิ้งลูกระเบิด เสียงอื้ออึงของผู้คนที่ต้องรีบหลบลูกระเบิด เป็นระยะๆ แม้ในปัจจุบันสงครามโลกครั้งที่2 จะยุติไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่เสียงอันน่าสะพรึงกลัวนั้นกลับตามมาหลอกหลอนยายอยู่ตลอดเวลา ตามคำบอกเล่าของแม่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ยายมีลูกเล็กๆถึง 4 คน และต้องดูแลเพียงลำพังคนเดียวเพราะขาดเสาหลักของครอบครัวไปแล้วคือคุณตา เมื่อคราวสัญญาณเสียงเตือนภัยให้หลบระเบิดดังขึ้น ยายต้องรีบอุ้มลูกจูงลูก วิ่งเข้าไปหลบในหลุมหลบภัยที่ขุดไว้หลังบริเวณบ้าน มีความกว้างพอที่จะแบ่งปันให้เพื่อนบ้านได้มาอาศัยร่วมหลบด้วย ทั้งเสียงระเบิด เสียงร้องไห้ เสียงแย่งกันพูดแย่งกันตะโกนอื้ออึงไปหมด จนทำให้เสียงเหล่านั้นเข้ามาก่อกวนโสตประสาตของยายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในเมื่ออาการของยายไม่ดีขึ้น สิ่งเดียวที่แม่คิดได้ในขณะนั้นคือ ต้องเข้าไปกราบถามคุณยาย (มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง)และขอความกรุณาให้ท่านได้ช่วยรักษาให้ยายของเราหายจากโรคนี้ด้วย ในครั้งนั้นจำปีพ.ศ.ไม่ได้ คุณยายจะมาลงรับแขกที่ครัวยามา บริเวณนั้นจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศมาขอพบคุณยาย

ภาพที่อยู่ในความทรงจำของเราในตอนนั้นอายุประมาณ 6-7 ขวบ คือ คนพากันมานั่งรอรอบอาคารยามาแน่นขนัด มีทั้งนั่งทั้งเดิน รอด้วยความกระวนกระวายแต่ก็เงียบสงบ มีเพียงอาการของแต่ละคนที่บ่งบอกได้ว่า จดจ่อกับการมาของคุณยายอย่างมาก รวมทั้งยาย แม่และตัวเราด้วย เมื่อพบคุณยายแล้ว ท่านได้เรียกยายเราเข้าไปใกล้ๆแล้วโอบกอด มือท่านประคองที่หน้ายายแล้วตบไปที่หูของยายเบาๆ ท่านพูดว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วนะ ต่อไปชาติหน้าจะไม่เป็นอีก แล้วยายจะช่วย แม่ที่นั่งถัดจากยายถึงกับตะลึงและดีใจอย่างที่สุด ท่านกวักมือเรียกแม่เข้าไปกอดอีกด้วย เป็นภาพที่ติดตาแม่มาจนบัดนี้ ในตอนนั้นยายเรายังมีความเข้าใจและรู้จักคุณยายในระดับปานกลางเพราะฟังจากที่แม่เล่าเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของท่านเท่านั้น ยายไม่เคยมาวัดเลย พอมาครั้งแรกก็ได้เข้าพบคุณยาย จึงนับว่าเป็นบุญของยายที่ได้พบท่าน แม้ยายจะไม่เข้าใจที่คุณยายพูดมากนักแต่ก็มีความหวังและข้อสงสัยอยู่บ้างคือ คุณยายบอกว่าจะช่วย แต่ยายเราก็สงสัยว่าคุณยายจะช่วยแบบไหน เพราะพอพวกเรากราบท่านเสร็จก็กลับบ้านมาตามปกติ

ปกติยายกับเราจะนอนด้วยกัน บนเตียงเดียวกันมาตั้งแต่เรายังเล็กๆ ในคืนนั้นก็เช่นกัน บ้านปูนผสมไม้หลังเล็กๆท่ามกลางสวนต้นไม้ร่มรืนเป็นเรือนที่ป้าปลูกให้ยายและหลานๆได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แยกมาจากบ้านหลังใหญ่ ยามกลางคืนหลานทั้ง 5 คนจะมานอนกับยาย รวมทั้งเราด้วยที่ได้อภิสิทธิ์นอนบนเตียง นอกนั้นนอนกลิ้งกับพื้นข้างเตียงยายนั่นเอง ในช่วงใกล้สว่าง เราได้ยินเสียงยายร้องเอะอะอยู่ข้างๆหูแต่ตามันลืมไม่ขึ้น รู้แต่ว่ายายส่งเสียงร้องโหวกเหวกอยู่บนเตียง เช้าวันนั้นยายรีบเดินมาหาแม่ที่อยู่บ้านติดกัน แล้วมาเล่าให้แม่ฟังด้วยความตื่นเต้นว่า เมื่อคืนตอนนอนอยู่ ยายเห็นคุณยายที่แม่พาไปกราบมาเดินรอบๆบ้านสวนวนอยู่ประมาณ 3 รอบ แล้วได้ยินเสียงคุณยายเรียกยายว่า แม่ปทุม แม่ปทุม คือชื่อของยายนั่นเอง พอท่านมาเรียกซ้ำๆสักพักก็หายตัวไป ยายนั่งบนเตียงมองทะลุหน้าต่างที่เปิดไว้ออกไปดูก็ไม่เห็นคุณยายอีกเลย แต่ยายเรายืนยันกับแม่เสียงแข็งว่า ยายเห็นคุณยายมาหาจริงๆ ได้ยินเสียงเรียกด้วย ดังชัดเจนหนักแน่นมาก แม่ฟังแล้วก็คิดว่าคงเป็นคุณยายมาหาแต่ไม่ได้ใช้กายมนุษย์มาแน่นอน ยายเรายังสงสัยเลยว่าคุณยายรู้จักบ้านสวนของยายได้อย่างไร ในเมื่อตอนไปกราบก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเลย เพียงแต่บอกท่านว่าหูแว่วเท่านั้น ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ยายได้เจอกับตัวเอง หลังจากคืนนั้นอาการหูแว่วของยายก็ไม่กลับมาอีกเลย ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่ต้องพบหมอ ไม่ต้องกินยา เพียงมากราบขอบารมีให้คุณยายช่วยเท่านั้น เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เราสัมผัสได้มาตั้งแต่เล็กๆจนบัดนี้
แม้ในปัจจุบันเราจะสูญเสียคุณยายที่เราเคารพบูชาอย่างสุดชีวิต และคุณยายของเราไปแล้วก็ตาม ลึกๆเรารู้สึกอยู่เสมอว่าท่านทั้ง 2 ยังอยู่ใกล้ๆเราเสมอ ช่วงที่ใกล้เวลาจะมีพิธีหล่อรูปเหมือนคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงในวันที่ 22 เมษายน 2559 ที่จะถึงอีกไม่กี่วันนี้ เราก็ขอร่วมบุญหล่อทองเพื่อเป็นกตัญญูบูชาพระคุณของท่านอันจะนับประมาณมิได้ และได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับยายของเราเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเราคิดว่าท่านคงยิ้มอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่แท้ เพราะเมื่อท่านมาเข้าฝันเรา เราก็ทราบเจตนาทันทีว่า "ทำแทนยายด้วยนะหลาน"
มาหล่อทองคำ รูปเหมือนคุณยายอาจารย์
กันเยอะๆนะ ทำที่ท่านได้ที่เรา สาธุ สาธุ สาธุ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น